top of page

อดัม สมิธ กับแนวคิดเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนโลก

26 ต.ค.
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ถ้าถามว่า “ราคาของขนมหน้าโรงเรียนควรถูกกำหนดโดยใคร” คำตอบอาจดูง่าย เจ้าของร้านตั้งราคา นักเรียนเลือกซื้อหรือไม่ซื้อ แต่เบื้องหลังคำตอบนี้มีแนวคิดใหญ่ที่เปลี่ยนวิธีมองเศรษฐกิจของโลก และหนึ่งในคนที่ทำให้แนวคิดนั้นชัดขึ้นคือ อดัม สมิธ


อดัม สมิธไม่ได้เป็นนักธุรกิจใหญ่ ไม่ได้เป็นกษัตริย์ และไม่ได้สร้างโรงงาน เขาเป็นนักคิดชาวสกอตแลนด์ที่พยายามอธิบายว่า ทำไมผู้คนจึงค้าขายกัน ทำไมงานแบ่งเป็นหลายหน้าที่ ทำไมตลาดจึงขับเคลื่อนได้ และรัฐควรมีบทบาทแค่ไหนในเศรษฐกิจ


ชื่อของเขามักถูกเชื่อมกับคำว่า “บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่” แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น เขาไม่ได้พูดแค่ว่า “ปล่อยให้ตลาดทำงาน” แบบง่าย ๆ เขายังสนใจเรื่องศีลธรรม ความยุติธรรม และความเป็นอยู่ของผู้คนด้วย


มุมมองระดับสายตาของหนังสือเก่าและเหรียญบนโต๊ะไม้ในบรรยากาศศตวรรษที่สิบแปด
แนวคิดเศรษฐศาสตร์ของอดัม สมิธเริ่มจากการสังเกตชีวิตจริงรอบตัว

อดัม สมิธคือใคร


อดัม สมิธเกิดในปี พ.ศ. 2266 ที่เมืองเคิร์กคอลดี ประเทศสกอตแลนด์ เขาเติบโตในยุคที่ยุโรปกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การค้าขยายตัว เมืองใหญ่ขึ้น โรงงานเริ่มมีบทบาท และคำถามเรื่องความมั่งคั่งของประเทศกลายเป็นเรื่องสำคัญ


เขาเรียนที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์และออกซ์ฟอร์ด ต่อมาได้เป็นอาจารย์ด้านปรัชญาศีลธรรม ไม่ใช่อาจารย์เศรษฐศาสตร์โดยตรง เพราะในเวลานั้น “เศรษฐศาสตร์” ยังไม่ได้เป็นสาขาวิชาแบบที่เรียนกันในปัจจุบัน


ผลงานสำคัญของเขามี 2 เล่ม คือ


ผลงาน

ปีที่ตีพิมพ์

ใจความสำคัญ

The Theory of Moral Sentiments

พ.ศ. 2302

อธิบายความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ศีลธรรม และการตัดสินใจของมนุษย์

An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations

พ.ศ. 2319

อธิบายการผลิต การค้า ตลาด แรงงาน และความมั่งคั่งของชาติ


หนังสือเล่มที่สองมักเรียกสั้น ๆ ว่า The Wealth of Nations และเป็นงานที่ทำให้ชื่อของเขาโด่งดังไปทั่วโลก หนังสือเล่มนี้ไม่ได้อ่านง่ายเหมือนบทความทั่วไป แต่มีความสำคัญมาก เพราะช่วยวางรากฐานให้เศรษฐศาสตร์กลายเป็นวิชาที่ศึกษาอย่างจริงจัง


โลกก่อนอดัม สมิธมองเศรษฐกิจอย่างไร


ก่อนยุคของสมิธ หลายประเทศในยุโรปเชื่อในแนวคิดที่เรียกว่า “พาณิชย์นิยม” หรือ mercantilism แนวคิดนี้มองว่าประเทศจะมั่งคั่งถ้ามีทองคำ เงิน และทรัพย์สินสะสมจำนวนมาก รัฐจึงมักควบคุมการค้าอย่างเข้มงวด ส่งเสริมการส่งออก จำกัดการนำเข้า และพยายามทำให้ประเทศได้เปรียบประเทศอื่น


ฟังดูเหมือนสมเหตุสมผลในยุคนั้น ถ้าประเทศมีทรัพย์สินมาก ก็น่าจะร่ำรวย แต่สมิธโต้แย้งว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การกักตุนทองคำเท่านั้น แต่อยู่ที่ ความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการที่ผู้คนใช้ประโยชน์ได้จริง


ลองเทียบกับโรงเรียนหนึ่งแห่ง ถ้าโรงเรียนมีเงินเก็บมาก แต่ไม่มีครู ไม่มีหนังสือ ไม่มีอาหารกลางวัน และไม่มีอุปกรณ์การเรียน เงินนั้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตนักเรียนดีขึ้นมากนัก ในทางกลับกัน ถ้าโรงเรียนมีระบบการสอนที่ดี มีคนทำงานเป็นทีม และมีทรัพยากรเพียงพอ ชีวิตในโรงเรียนย่อมดีขึ้น


สมิธใช้เหตุผลคล้ายกันกับประเทศ เขาเห็นว่าเศรษฐกิจควรดูจากการผลิต การแลกเปลี่ยน และการใช้แรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ดูจากการสะสมทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว


การแบ่งงานทำให้การผลิตเพิ่มขึ้น


แนวคิดที่โด่งดังมากของสมิธคือ “การแบ่งงานกันทำ” หรือ division of labour เขาอธิบายผ่านตัวอย่างโรงงานทำเข็มหมุด คนคนเดียวอาจทำเข็มหมุดได้ไม่มากในหนึ่งวัน เพราะต้องทำทุกขั้นตอนเอง แต่ถ้าแบ่งงานออกเป็นหลายขั้น เช่น คนหนึ่งดึงลวด คนหนึ่งตัด คนหนึ่งลับปลาย คนหนึ่งติดหัวเข็ม ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นมาก


หัวใจของแนวคิดนี้คือ เมื่อคนทำงานเฉพาะด้านซ้ำ ๆ พวกเขาจะทำได้เร็วขึ้น ชำนาญขึ้น และคิดวิธีปรับปรุงงานได้ดีขึ้น


ตัวอย่างใกล้ตัวคือร้านอาหารตามสั่ง ถ้ามีคนเดียวรับออร์เดอร์ ทำอาหาร เก็บเงิน ล้างจาน และจัดโต๊ะ ทุกอย่างจะช้า แต่ถ้าแบ่งหน้าที่ให้ชัด ลูกค้าก็ได้รับอาหารเร็วขึ้น ร้านขายได้มากขึ้น และงานแต่ละส่วนมีคุณภาพดีขึ้น


การแบ่งงานมีข้อดีหลายอย่าง


  • ทำให้คนฝึกฝนจนชำนาญ

  • ลดเวลาที่เสียไปกับการสลับงาน

  • เปิดทางให้เกิดเครื่องมือหรือวิธีทำงานใหม่

  • เพิ่มผลผลิตในเวลาเท่าเดิม


แต่แนวคิดนี้ก็มีด้านที่ต้องระวัง ถ้าคนทำงานซ้ำ ๆ แบบเดิมตลอดเวลา งานอาจน่าเบื่อและทำให้ขาดทักษะด้านอื่น สมิธเองก็เห็นปัญหานี้และมองว่าการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ให้แรงงานถูกจำกัดอยู่แค่งานเล็ก ๆ งานเดียวไปตลอดชีวิต


มือที่มองไม่เห็นไม่ได้แปลว่าตลาดถูกเสมอ


คำว่า “มือที่มองไม่เห็น” หรือ invisible hand เป็นหนึ่งในวลีที่คนพูดถึงมากที่สุดเมื่อกล่าวถึงสมิธ แนวคิดนี้หมายถึงสถานการณ์ที่คนจำนวนมากทำตามผลประโยชน์ของตนเอง แต่ผลรวมกลับช่วยให้สังคมได้ประโยชน์ด้วย


เช่น คนขายข้าวแกงไม่ได้ทำอาหารเพราะต้องการช่วยทุกคนในชุมชนเป็นหลัก เขาต้องการรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว แต่ถ้าเขาทำอาหารอร่อย ราคาเหมาะสม และบริการดี ลูกค้าก็ได้ประโยชน์ไปด้วย เมื่อหลายร้านแข่งขันกัน ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น และคุณภาพโดยรวมอาจดีขึ้น


นี่คือเหตุผลที่ตลาดมีพลัง ตลาดทำให้ผู้ผลิตต้องฟังความต้องการของผู้บริโภค ถ้าขายแพงเกินไปหรือคุณภาพไม่ดี คนก็อาจไปซื้อร้านอื่น


แต่ต้องเข้าใจให้ถูกว่า สมิธไม่ได้บอกว่าตลาดสมบูรณ์แบบเสมอ เขาวิจารณ์พ่อค้าที่รวมตัวกันเพื่อกดค่าแรงหรือปั่นราคา เขาเห็นว่าการผูกขาดทำให้ตลาดเสียความเป็นธรรม เพราะผู้ขายบางกลุ่มมีอำนาจมากเกินไป


พูดง่าย ๆ คือ ตลาดที่ดีต้องมีการแข่งขันจริง ถ้ามีผู้ขายเพียงไม่กี่รายที่ควบคุมราคาได้ ผู้บริโภคย่อมเสียเปรียบ และแรงงานอาจไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม


แนวคิดของสมิธไม่ได้บอกให้เชื่อในตลาดแบบไม่ตั้งคำถาม แต่ชวนให้มองว่าตลาดทำงานอย่างไร และเมื่อใดที่ตลาดอาจล้มเหลว

เสรีภาพทางเศรษฐกิจและบทบาทของรัฐ


หลายคนจำสมิธในฐานะผู้สนับสนุนเสรีภาพทางเศรษฐกิจ เขาเชื่อว่าถ้าผู้คนมีเสรีภาพในการผลิต ซื้อขาย และแข่งขัน เศรษฐกิจจะเติบโตได้ดีกว่าระบบที่รัฐควบคุมทุกอย่างละเอียดเกินไป


แต่เสรีภาพในความคิดของสมิธไม่ได้หมายถึงการไม่มีรัฐ รัฐยังมีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะงานที่ตลาดทำเองได้ยากหรือทำแล้วไม่คุ้มสำหรับเอกชน


หน้าที่สำคัญของรัฐในมุมมองของสมิธ ได้แก่


  • ป้องกันประเทศจากภัยภายนอก

  • รักษากฎหมายและความยุติธรรม

  • จัดทำโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

  • สนับสนุนการศึกษาในระดับที่จำเป็นต่อประชาชน


ตัวอย่างเช่น ถนน สะพาน ท่าเรือ หรือระบบกฎหมายที่เชื่อถือได้ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การค้าเกิดขึ้นง่ายขึ้น ถ้าไม่มีถนน คนขายของก็ขนสินค้าไม่ได้ ถ้าไม่มีกฎหมาย คนทำสัญญาก็ไม่มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม


จุดนี้สำคัญมาก เพราะบางครั้งคนเข้าใจผิดว่าแนวคิดของสมิธคือ “รัฐไม่ต้องทำอะไรเลย” ความจริงแล้วเขาต้องการจำกัดอำนาจรัฐที่ขัดขวางการค้าโดยไม่จำเป็น แต่ยังเห็นว่ารัฐต้องทำหน้าที่พื้นฐานเพื่อให้สังคมและตลาดดำเนินไปได้


ความเห็นอกเห็นใจอยู่คู่กับเศรษฐศาสตร์


ก่อนเขียน The Wealth of Nations สมิธเขียน The Theory of Moral Sentiments ซึ่งพูดถึง moral sentiments หรือความรู้สึกทางศีลธรรม เขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างเดียว แต่มนุษย์มีความสามารถในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น


เมื่อเห็นคนเดือดร้อน เราอาจรู้สึกไม่สบายใจ เมื่อเห็นคนถูกเอาเปรียบ เราอาจรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่แค่กฎหมายหรือผลประโยชน์ส่วนตัว


นี่ทำให้ภาพของสมิธซับซ้อนกว่าที่มักเล่ากัน เขาไม่ได้มองมนุษย์เป็นเครื่องจักรหาเงิน แต่เห็นว่ามนุษย์มีแรงจูงใจหลายด้าน ทั้งความต้องการอยู่รอด ความอยากได้รับการยอมรับ ความยุติธรรม และความเห็นใจ


ถ้านำมาเทียบกับชีวิตประจำวัน นักเรียนคนหนึ่งอาจตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบได้คะแนนดี นั่นคือผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ในเวลาเดียวกัน เขาอาจช่วยอธิบายบทเรียนให้เพื่อน เพราะเห็นว่าเพื่อนยังไม่เข้าใจ เศรษฐกิจและสังคมก็ทำงานด้วยแรงจูงใจหลายแบบเช่นกัน


ทำไมแนวคิดของสมิธจึงเปลี่ยนโลก


แนวคิดของสมิธเปลี่ยนโลกเพราะเขาช่วยวางกรอบให้คนอธิบายเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ เขาไม่ได้มองการค้าเป็นเรื่องของความโลภเท่านั้น แต่มองว่าเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงผู้คนจำนวนมากเข้าด้วยกัน


เมื่อคนหนึ่งปลูกข้าว อีกคนขนส่ง อีกคนขาย อีกคนซื้อ ทุกคนไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน แต่สามารถพึ่งพากันผ่านระบบตลาดได้ นี่คือภาพใหญ่ที่สมิธช่วยทำให้ชัด


ผลกระทบของแนวคิดเขามีหลายด้าน


  • ทำให้การศึกษาเศรษฐกิจเป็นระบบมากขึ้น

  • สนับสนุนแนวคิดการค้าเสรีในหลายประเทศ

  • ทำให้คนสนใจบทบาทของแรงงานและการผลิต

  • กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องตลาด รัฐ และความเป็นธรรม

  • เป็นพื้นฐานให้ทั้งผู้สนับสนุนและผู้วิจารณ์ทุนนิยมใช้ถกเถียงต่อมา


หลังจากสมิธ นักเศรษฐศาสตร์รุ่นต่อ ๆ มานำแนวคิดของเขาไปต่อยอด บางคนเห็นด้วย บางคนวิจารณ์ บางคนปรับให้เข้ากับโลกอุตสาหกรรมและโลกสมัยใหม่ แต่ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ งานของเขาก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสนทนาเรื่องเศรษฐกิจ


อ่านอดัม สมิธอย่างไรให้ไม่เข้าใจผิด


การเรียนเรื่องสมิธไม่ควรจำแค่ว่า “ตลาดเสรีดี” หรือ “มือที่มองไม่เห็นจะแก้ทุกปัญหา” เพราะนั่นทำให้ความคิดของเขาแคบเกินจริง


วิธีอ่านสมิธให้ได้ประโยชน์คือมองให้ครบ 3 ด้าน


มองตลาดเป็นระบบแรงจูงใจ


สมิธช่วยให้เห็นว่า ผู้คนตอบสนองต่อราคา กำไร ต้นทุน และการแข่งขัน ถ้าสินค้าขาดแคลน ราคามักสูงขึ้น ผู้ผลิตอาจสนใจผลิตเพิ่ม ถ้าสินค้ามีมากเกินไป ราคามักลดลง ผู้ผลิตก็ต้องปรับตัว


นี่คือพื้นฐานของอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งยังใช้เรียนกันในวิชาเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน


มองรัฐเป็นผู้วางกติกา


ตลาดต้องมีกติกา ถ้าไม่มีความยุติธรรม ไม่มีการคุ้มครองทรัพย์สิน ไม่มีระบบศาล และไม่มีความปลอดภัย การค้าจะเกิดได้ยาก


สมิธไม่ได้ต้องการให้รัฐหายไป แต่ต้องการให้รัฐทำหน้าที่ที่จำเป็น และไม่ใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป


มองมนุษย์เป็นมากกว่าผู้หากำไร


หนังสือด้านศีลธรรมของสมิธเตือนว่า เศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับคนจริง ๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลข คนต้องกิน ต้องเรียน ต้องทำงาน ต้องรู้สึกว่าตนได้รับความเป็นธรรม


ถ้าสังคมสนใจแต่การเติบโตของรายได้ แต่ไม่สนใจความเหลื่อมล้ำหรือศักดิ์ศรีของแรงงาน เศรษฐกิจก็อาจเติบโตโดยทิ้งคนจำนวนมากไว้ข้างหลัง


มุมมองกว้างของตลาดกลางแจ้งที่มีผู้คนแลกเปลี่ยนสินค้าในเมืองเก่าสกอตแลนด์
ตลาดช่วยให้เห็นภาพการแลกเปลี่ยนที่สมิธใช้เป็นพื้นฐานในการอธิบายเศรษฐกิจ

แนวคิดของอดัม สมิธยังเกี่ยวกับชีวิตวันนี้อย่างไร


แม้สมิธมีชีวิตอยู่เมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่แนวคิดของเขายังปรากฏในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ


เมื่อร้านน้ำหน้าโรงเรียนตั้งราคาแก้วละ 20 บาท นักเรียนตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ ถ้าร้านอื่นขายอร่อยกว่าในราคาใกล้กัน ลูกค้าก็อาจย้ายไปซื้อร้านนั้น นี่คือการแข่งขัน


เมื่อโรงงานแบ่งงานเป็นฝ่ายผลิต ฝ่ายตรวจคุณภาพ ฝ่ายขนส่ง และฝ่ายบริการลูกค้า นี่คือการแบ่งงาน


เมื่อรัฐสร้างถนน รถไฟ หรือระบบอินเทอร์เน็ตที่ช่วยให้คนค้าขายได้สะดวกขึ้น นี่คือบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานที่ตลาดต้องพึ่งพา


เมื่อผู้บริโภคเรียกร้องให้สินค้าปลอดภัยและแรงงานได้รับค่าจ้างเป็นธรรม นี่คือการถามว่าเศรษฐกิจควรมีศีลธรรมและกติกาแบบใด


ดังนั้น การเรียนเรื่องสมิธไม่ได้มีไว้ท่องจำชื่อหนังสือหรือปีเกิดเท่านั้น แต่ช่วยให้มองข่าวเศรษฐกิจรอบตัวได้ดีขึ้น เช่น ราคาสินค้าแพงขึ้นเพราะอะไร ทำไมการแข่งขันจึงสำคัญ ทำไมการผูกขาดจึงเป็นปัญหา และทำไมรัฐกับตลาดต้องทำงานร่วมกันในบางเรื่อง


อดัม สมิธ กับแนวคิดเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนโลก ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เขาชวนให้เราเห็นว่าเศรษฐกิจเกิดจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ของคนจำนวนมาก ตั้งแต่คนซื้อของ คนขายของ คนทำงาน ไปจนถึงผู้กำหนดกติกาของสังคม


ท้ายที่สุด สิ่งที่ควรจำจากสมิธไม่ใช่ประโยคสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว แต่คือวิธีคิดว่า ความมั่งคั่งของสังคมควรวัดจากความสามารถในการสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้ผู้คน ตลาดมีพลังเมื่อมีการแข่งขันและกติกาที่เป็นธรรม รัฐมีหน้าที่เมื่อสังคมต้องการสิ่งที่ตลาดทำเองไม่ได้ และเศรษฐศาสตร์ที่ดีต้องไม่ลืมว่าหลังตัวเลขทุกตัวคือชีวิตของคนจริง ๆ


ความคิดเห็น


Subscribe to Our Newsletter

  • White Facebook Icon

© 2035 by TheHours. Powered and secured by Wix

​

​

wix

2.6K posts

867K followers

170 following

Soft Studio — Interior & Object Styling Quiet design for everyday living Curation ✦ Styling ✦ Art Direction Paris ✦ Copenhagen ✦ Worldwide
↓ Spring Palette out now

bottom of page